แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำหอมแท้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำหอมแท้ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พรรณไม้ที่ใช้ผลิตน้ำหอม


         น้ำหอมที่ได้มาแต่ละชนิดนั้นล้วนมาจากพืชที่ให้ความหอมที่แตกต่างกัน ดังนั้นวันนี้เรามารู้จักชนิดของต้นไม้ ที่คนปรุงน้ำหอมเขานำมาใช้ใน การทำนํ้าหอมกันว่ามีอะไรบ้างนะคะ โดยต้นไม้ที่นิยมนำมาใช้มากในอันดับต้นๆ นั้นมีดังนี้คือ



         Balsam : เป็นยางไม้หอมชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง Balsam ที่นิยมในแวดวง การผลิตเครื่องหอม ในปัจจุบันเป็นอันดับต้นๆ ก็คือ Balsam จากประเทศ เปรู



         Bergamot : ก็คือ ต้นมะกรูดนั่นเอง ส่วนของมะกรูดที่ใช้สกัดทำน้ำหอมก็คือ บริเวณเปลือก ของลูกมะกรูดนั่นเอง กลิ่นหอมที่สกัดจากผิวของลูกมะกรูดนี้ส่วนใหญ่ จะนำไปใช้ในน้ำหอมสำหรับผู้หญิง



         Frankincense : เป็นยางไม้หอมจากต้นไม้จำพวก Boswellia เจ้าต้น Boswellia เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก ที่เจริญเติบโตทางตอนใต้ของ Arabia และ Somalia ซึ่งยางไม้ชนิดนี้ เป็นส่วนสำคัญมาก ในการทำเครื่องหอม สมัยอาณาจักรโรมันโบราณ ในปัจจุบันเราใช้Frankincense เป็นส่วนผสมของ น้ำหอมสมัยใหม่ถึง 13%



         Galbanum : เป็นยางไม้ของ ต้นยี่หร่า จากประเทศ Iran เจ้า Galbanum จะมีกลิ่นหอม ออกไปทาง Spicy ;



         Jasmine : ต้นมะลิใช้เป็นส่วนผสมหลัก ของน้ำหอมในปัจจุบันมากกว่า 80 % เป็นรองก็แค่ดอกกุหลาบ พันธุ์ของมะลิที่นิยมใช้ในการทำน้ำหอมก็คือ มะลิจากประเทศสเปน หรือที่เรียกกันว่า Royal Jasmine ซึ่งใช้มากที่สุดในยุโรป มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 แล้ว Royal Jasmine นี้จะเป็น ส่วนผสม ในการทำน้ำหอม ที่แพงที่สุด เพราะว่า จากมะลิ 500 ปอนด์ จะกลั่นออกมาใช้ทำน้ำหอม ได้แค่เพียง 0.1 % เท่านั้น



         Labdanum : เป็นหยดเล็กๆ ของยางไม้จากใบของต้น Cistus ที่ขึ้นอยู่ ในตะวันออกกลาง เราใช้ยางไม้ชนิดนี้ถึง 33% ในการทำน้ำหอมในปัจจุบัน



         Lavender : เป็นส่วนผสมหลัก ในการทำน้ำหอมมานานแล้ว นับตั้งแต่สมัย กรีก - โรมัน โบราณ ครั้งหนึ่งในประเทศ ฝรั่งเศส เคยปลูกต้น Lavender นี้ถึง 5,000 ตัน ต่อปีมาแล้ว



         Lemon : ผิวของผลมะนาว เป็นส่วนผสมที่จำเป็น ในการทำน้ำหอม ที่ต้องการให้ได้กลิ่นหอม ที่สดชื่น สดใส มีชีวิตชีวา



         Lily of the Valley : ในช่วงเริ่มแรกของการทำน้ำหอมนั้น เราได้กลิ่นหอมของดอก Lily โดยการใส่ดอก lily ลงไปในน้ำมัน แต่ในปัจจุบัน  เราใช้กรรมวิธีที่ทันสมัย  โดยการสกัดเอากลิ่นหอมของ lily ออกมา เราใช้ lily เป็นส่วนผสมในการทำน้ำหอม   ประมาณ 14 % ในปัจจุบัน



     Myrrh : เป็นยางไม้จากต้น Myrrh ซึ่งพบได้ใน Arabia, Somalia และ Ethiopia ในสมัยโบราณ เขาใช้ยางไม้ชนิดนี้ทำเป็นยาสมุนไพร และ ใช้ทำ นํ้ายาดองศพ แต่ในปัจจุบันนักปรุงน้ำหอมบอกว่า คุณสมบัติที่เด่นของ Myrrh นี้คือ มันเป็นตัวช่วยให้ กลิ่นของน้ำหอม ติดร่างกายทนนานยิ่งขึ้น เพราะมันมีสารที่ทำให้ น้ำหอม ระเหยไปในอากาศ ช้าลงนั่นเอง



     Neroli : ได้จากการกลั่น จากดอกของต้นส้ม ชื่อ Neroli นี้ได้มาจากในช่วง หลังศตวรรษที่ 16 โดยภรรยาของ เจ้าชายของ อิตาลีคนหนึ่ง ใช้ Neroli ผสมในนํ้า ที่เธออาบ ทำให้กลิ่นหอม นี้เริ่มเป็นที่แพร่หลายในยุโรป แต่จริงๆแล้ว Neroli เข้ามาในยุโรปนานแล้ว ตั้งแต่ศตรวรรษที่ 12 โดยชาวอาหรับเป็นผู้นำเข้ามา ในปัจจุบันใช้เป็นส่วนผสมในการทำน้ำหอมถึง 12%



     Oak Moss : เป็น Lichen ที่อยู่ตาม ต้นโอ๊ก ต้นสน และต้นไม้อื่นๆ ในแถบเถือกเขา ทางเหนือ ของแอฟริกา และ ยุโรป เราใช้ oak moss เป็นตัวที่ยึด กลิ่นหอมของน้ำหอมไว้ ไม่ให้ระเหยไปเร็ว

พรรณไม้ที่ใช้ผลิตน้ำหอม


         น้ำหอมที่ได้มาแต่ละชนิดนั้นล้วนมาจากพืชที่ให้ความหอมที่แตกต่างกัน ดังนั้นวันนี้เรามารู้จักชนิดของต้นไม้ ที่คนปรุงน้ำหอมเขานำมาใช้ใน การทำนํ้าหอมกันว่ามีอะไรบ้างนะคะ โดยต้นไม้ที่นิยมนำมาใช้มากในอันดับต้นๆ นั้นมีดังนี้คือ



         Balsam : เป็นยางไม้หอมชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง Balsam ที่นิยมในแวดวง การผลิตเครื่องหอม ในปัจจุบันเป็นอันดับต้นๆ ก็คือ Balsam จากประเทศ เปรู



         Bergamot : ก็คือ ต้นมะกรูดนั่นเอง ส่วนของมะกรูดที่ใช้สกัดทำน้ำหอมก็คือ บริเวณเปลือก ของลูกมะกรูดนั่นเอง กลิ่นหอมที่สกัดจากผิวของลูกมะกรูดนี้ส่วนใหญ่ จะนำไปใช้ในน้ำหอมสำหรับผู้หญิง



         Frankincense : เป็นยางไม้หอมจากต้นไม้จำพวก Boswellia เจ้าต้น Boswellia เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก ที่เจริญเติบโตทางตอนใต้ของ Arabia และ Somalia ซึ่งยางไม้ชนิดนี้ เป็นส่วนสำคัญมาก ในการทำเครื่องหอม สมัยอาณาจักรโรมันโบราณ ในปัจจุบันเราใช้Frankincense เป็นส่วนผสมของ น้ำหอมสมัยใหม่ถึง 13%



         Galbanum : เป็นยางไม้ของ ต้นยี่หร่า จากประเทศ Iran เจ้า Galbanum จะมีกลิ่นหอม ออกไปทาง Spicy ;



         Jasmine : ต้นมะลิใช้เป็นส่วนผสมหลัก ของน้ำหอมในปัจจุบันมากกว่า 80 % เป็นรองก็แค่ดอกกุหลาบ พันธุ์ของมะลิที่นิยมใช้ในการทำน้ำหอมก็คือ มะลิจากประเทศสเปน หรือที่เรียกกันว่า Royal Jasmine ซึ่งใช้มากที่สุดในยุโรป มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 แล้ว Royal Jasmine นี้จะเป็น ส่วนผสม ในการทำน้ำหอม ที่แพงที่สุด เพราะว่า จากมะลิ 500 ปอนด์ จะกลั่นออกมาใช้ทำน้ำหอม ได้แค่เพียง 0.1 % เท่านั้น



         Labdanum : เป็นหยดเล็กๆ ของยางไม้จากใบของต้น Cistus ที่ขึ้นอยู่ ในตะวันออกกลาง เราใช้ยางไม้ชนิดนี้ถึง 33% ในการทำน้ำหอมในปัจจุบัน



         Lavender : เป็นส่วนผสมหลัก ในการทำน้ำหอมมานานแล้ว นับตั้งแต่สมัย กรีก - โรมัน โบราณ ครั้งหนึ่งในประเทศ ฝรั่งเศส เคยปลูกต้น Lavender นี้ถึง 5,000 ตัน ต่อปีมาแล้ว



         Lemon : ผิวของผลมะนาว เป็นส่วนผสมที่จำเป็น ในการทำน้ำหอม ที่ต้องการให้ได้กลิ่นหอม ที่สดชื่น สดใส มีชีวิตชีวา



         Lily of the Valley : ในช่วงเริ่มแรกของการทำน้ำหอมนั้น เราได้กลิ่นหอมของดอก Lily โดยการใส่ดอก lily ลงไปในน้ำมัน แต่ในปัจจุบัน  เราใช้กรรมวิธีที่ทันสมัย  โดยการสกัดเอากลิ่นหอมของ lily ออกมา เราใช้ lily เป็นส่วนผสมในการทำน้ำหอม   ประมาณ 14 % ในปัจจุบัน



     Myrrh : เป็นยางไม้จากต้น Myrrh ซึ่งพบได้ใน Arabia, Somalia และ Ethiopia ในสมัยโบราณ เขาใช้ยางไม้ชนิดนี้ทำเป็นยาสมุนไพร และ ใช้ทำ นํ้ายาดองศพ แต่ในปัจจุบันนักปรุงน้ำหอมบอกว่า คุณสมบัติที่เด่นของ Myrrh นี้คือ มันเป็นตัวช่วยให้ กลิ่นของน้ำหอม ติดร่างกายทนนานยิ่งขึ้น เพราะมันมีสารที่ทำให้ น้ำหอม ระเหยไปในอากาศ ช้าลงนั่นเอง



     Neroli : ได้จากการกลั่น จากดอกของต้นส้ม ชื่อ Neroli นี้ได้มาจากในช่วง หลังศตวรรษที่ 16 โดยภรรยาของ เจ้าชายของ อิตาลีคนหนึ่ง ใช้ Neroli ผสมในนํ้า ที่เธออาบ ทำให้กลิ่นหอม นี้เริ่มเป็นที่แพร่หลายในยุโรป แต่จริงๆแล้ว Neroli เข้ามาในยุโรปนานแล้ว ตั้งแต่ศตรวรรษที่ 12 โดยชาวอาหรับเป็นผู้นำเข้ามา ในปัจจุบันใช้เป็นส่วนผสมในการทำน้ำหอมถึง 12%



     Oak Moss : เป็น Lichen ที่อยู่ตาม ต้นโอ๊ก ต้นสน และต้นไม้อื่นๆ ในแถบเถือกเขา ทางเหนือ ของแอฟริกา และ ยุโรป เราใช้ oak moss เป็นตัวที่ยึด กลิ่นหอมของน้ำหอมไว้ ไม่ให้ระเหยไปเร็ว

วิธีฉีดน้ำหอมติดทน

          ให้ป้ายหรือฉีดน้ำหอมในบริเวณที่เป็นจุดชีพจร โดยมากจะเป็นบริเวณข้อมือหรือลำคอ และบางครั้งบริเวณข้อพับที่แขนหรือขาพับก็เป็นที่นิยม ในขณะที่การแตะน้ำหอมบริเวณหลังใบหูนั้นความหอมของน้ำหอมจะไม่ติดอยู่ทนนาน เนื่องจากแอลกอฮอล์ระเหยได้รวดเร็วนั่นเอง 

          การถูข้อมือที่แต้มน้ำหอม 2 ข้างเข้าด้วยกัน ไม่ได้ช่วยให้ความหอมนั้นทั่วถึง แต่ที่จริงแล้วจะทำให้น้ำหอมมีกลิ่นหอมอ่อนลง 

          การฉีดสเปรย์น้ำหอมในอากาศแล้วใช้วิธีเดินผ่านนั้น จะช่วยให้กลิ่นหอมกระจายติดตัวเราได้ทั่วดี 

          พยายามอย่าใช้โลชั่นที่มีกลิ่นหอมก่อนหน้าที่จะใช้น้ำหอมเนื่องจากกลิ่นจะตีกัน 

          ใช้น้ำหอมมากหน่อยหากคุณเป็นคนผิวแห้ง เนื่องจากผิวมันมีน้ำมันช่วยคงกลิ่นให้ติดอยู่ยาวนาน
 

          ในขณะเดียวกันหากใส่น้ำหอมแล้วต้องอยู่ในที่อากาศเย็นให้เลือกน้ำหอมที่มีกลิ่นแรงกว่าปกติ เนื่องจากความเย็นหรืออุณหภูมิต่ำจะลดกลิ่นหอมของน้ำหอมให้ลดน้อยลงกว่าที่เป็น การฉีดน้ำหอมทันทีหลังจากที่อาบน้ำเสร็จใหม่ๆ จะช่วยทำให้กลิ่นหอมติดทนนานกว่าปกติ

ที่มา : http://www.perfumesogood.com/

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เลือกน้ำหอมให้เหมาะกับตัวเอง


          ผู้เชี่ยวชาญทางด้านน้ำหอมบอกว่า เป็นการยากมากกับการที่เขาจะแนะนำ น้ำหอมให้กับใครคนใดคนหนึ่ง เพราะแต่ละคนก็จะมี Style และรสนิยมที่ แตกต่างกันออกไป ซึ่งถือได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ระเอียดอ่อนมาก เลยก็ว่าได้ ดังนั้นเมื่อคุณจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกซื้อน้ำหอมตามสถานที่ต่างๆ คุณจำเป็นต้องมีความรู้ใน การเลือกซื้อ ซึ่งก็มีวิธีการเรื่องที่เป็นเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ มาฝากดังนี้  เวลาที่คุณไปเลือกซื้อน้ำหอมนั้น ก่อนการเลือกซื้อถ้าเป็นไปได้ เราไม่ควร ที่จะรับประทานอาหารที่มีรสจัด, ไม่ควรออกกำลังกายที่ทำให้เกิดความ เหน็ดเหนื่อยมากจนเกินไป ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ มันจะส่งผลต่อ กับรับรู้กลิ่น น้ำหอมให้ผิดเพี้ยนไป และ นอกจากนี้ เรายังไม่ควรไปเลือกซื้อน้ำหอม ในช่วง ที่เราเพิ่งจะฟื้นจากอาการเจ็บป่วย หรือไม่สบาย หรือ เพิ่งสูบบุหรี่เสร็จ เพราะ การกระทำ เช่นนี้ ก็จะมีผลต่อ การรับรู้กลิ่นน้ำหอม ทำให้กลิ่นน้ำหอมที่เราสัมผัส พลิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงด้วยเช่นกัน ในส่วนของเวลาที่เรา ทดลองนํ้าหอม ที่เราไปเลือกซื้อนั้น จุดทดีที่สุด ของร่างกาย ที่เราทดลองฉีดนํ้าหอมนั้น ก็คือตรงบริเวณ "ข้อมือ" นั่นเอง ในกรณีที่เราทดลอง น้ำหอมมากกว่าหนึ่งกลิ่น เราก็ควรใช้ข้อมืออีกข้างหนึ่ง และถ้าเราทดลองน้ำหอมมากกว่า 2 กลิ่นนั้น บริเวณที่เราควรฉีดน้ำหอม ลงไปก็คือ บริเวณแขนที่ไล่ จากข้อมือของเรา ขึ้นไปเรื่อยๆนั่นเอง เมื่อเราฉีด น้ำหอมไปในบริเวณ ที่เราแนะนำไปแล้วนั้น เราไม่ควรที่จะตัดสินใจเลือกซื้อ น้ำหอมจากกลิ่นที่เราได้สัมผัส ณ. เวลานั้นเลย เราควรทิ้งไวอย่างน้อยที่สุด ประมาณ 20 นาที ถ้าเป็นไปได้ควรจะประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วจึงตัดสินใจ เลือกซื้อ     



          แต่ในปัจจุบัน น้ำหอมแต่ละยี่ห้อนั้นได้ทำ Blotting paper ให้เราได้ทดลองกลิ่นน้ำหอม แต่วิธีนี้ มันดีสำหรับในการรับรู้กลิ่นในสัมผัสแรกนั้น และดีสำหรับการทดลองกลิ่นน้ำหอมหลายๆกลิ่น ในเวลาเดียวกัน แต่วิธีนี้จะไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีเท่ากับ การที่คุณทดลองน้ำหอมด้วยผิวหนังของคุณเอง
           วิธีการใช้นํ้าหอม นั้นเราควรจะฉีดน้ำหอมในส่วนต่างๆ ของร่างกายดังนี้ เพื่อให้น้ำหอมนั้น ได้ทำหน้าที่ในการส่งกลิ่นหอมให้ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เราควรฉีดน้ำหอมตรง ชีพจร, ข้อมือ, กระดูกไหปลาร้า, สะดือ, หรือแม้แต่บริเวณข้อพับขา ของเราเอง เราไม่ควรฉีดน้ำหอมตรงบริเวณ ด้านหลังใบหูเพราะตรงบริเวณนี้กลิ่นน้ำหอมและแอลกลอฮอล์จะระเหย ไปอย่างรวดเร็วนั่นเอง บางคนก็จะฉีดน้ำหอมหลังจากเราอาบนํ้า เสร็จใหม่ๆ ในขณะที่ผิวกำลังมีความชื้นอยู่ ซึ่งวิธีนี้ก็จะทำให้ กลิ่นน้ำหอมนั้น ติดทนนานมากยิ่งขึ้น ในบางคนก็แนะนำให้ใส่น้ำหอม ลงไปผสมในนํ้าสุดท้ายที่ เราใช้ซักชุดชั้นใน เพื่อที่จะให้กลิ่นน้ำหอม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเราเลยทีเดียว



         เรื่องของการเก็บรักษานํ้าหอมนั้น เราควรรับรู้ไว้ว่าน้ำหอมจะ ได้รับผลและเกิดปฏิกริยาโดยตรงกับ อากาศ, ความร้อน, แสง ดังนั้น เราควรที่จะเก็นขวดน้ำหอมของคุณ ไว้ในสถานที่ ที่มีความเย็น มืด ซึ่งการเก็บน้ำหอมตามวิธีนี้นั้น คุณจะสามารถเก็นรักษาน้ำหอมของคุณ ได้นานถึง 20 เลยทีเดียว โดยที่กลิ่นของน้ำหอมก็จะไม่เปลี่ยนไป ถ้าคุณเก็บน้ำหอมไม่ถูกวิธี น้ำหอมของคุณก็จะเสื่อมลง และก็จะกายเป็น กรดไปในที่สุดนั่นเอง

ที่มา : http://www.perfumesogood.com/

การใช้น้ำหอมหน้าร้อน

หลายคนคงจะชื่นชอบในความหอมของน้ำหอมในหน้าร้อนนี้ ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลายกลิ่น หลายยี่ห้อ แต่เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่า อุณหภูมิที่ร้อนแรงอย่างนี้อย่างบ้านเราส่งผลให้กลิ่นหอมที่เพื่อนๆ ใช้อยู่เปลี่ยนไปได้ และอาจเปลี่ยนจากกลิ่นหอมที่ชวนหลงใหลเป็นกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา เรามารู้เคล็ดลับการใช้น้ำหอมหน้าร้อนกันเถอะเพื่อส่งความหอมให้ทั่วเรือนกายอย่างไม่ผิดเพี้ยน และเป็นที่พึงปราถนาให้กับคนรอบข้างด้วย


สำหรับหน้าร้อนนี้การเลือกใช้น้ำหอม ควรเลือกลิ่นน้ำหอมแนวสดชื่น เย็นสบาย กลิ่นอ่อนๆ ไม่ฉุนจนเกินไป อาทิ น้ำหอมที่มีส่วนผสมจาก orange blossom, pear, mint, ginseng และ ginger
  • หากคุณเป็นคนผิวมัน ความร้อนจากอุณหภูมิที่ร้อนแรงจะยิ่งสามารถกระจายกลิ่นน้ำหอมที่คุณใช้ได้แรงกว่า และมากกว่าสภาพผิวอื่นๆ  เพราะฉะนั้นในหน้าร้อนนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณควรเลือกกลิ่นน้ำหอมที่อ่อน ๆ เมื่อฉีดจะได้ไม่ฉุนจนเกินไป
  • หากเกรงว่ากลิ่นน้ำหอมที่ใช้อยู่นั้นจะแรงไป ให้หยดน้ำหอมใส่สำลีเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อแทน  เพื่อให้กลิ่นหอมอยู่กับเรา และอยู่ได้นานๆ ด้วย หรือ  

  • เติมกลิ่นหอมให้สัมภาระในกระเป๋าหรือผ้าเช็ดหน้า โดยการเอาของที่อยากให้มีกลิ่นหอมมาใส่รวมในกล่องที่ปิดฝาได้ แล้วฉีดน้ำหอมใส่สำลีก้อน แล้วใส่ลงไปในกล่องปิดฝาอบกลิ่นเอาไว้ วิธีนี้ใช้ได้กับเสื้อผ้าในตู้ด้วย ดีกว่าพรมน้ำหอมลงไปบนเสื้อทำให้เกิดรอยด่างที่เสื้อได้   
  • ฉีดน้ำหอมใส่ฝ่ามือ เวลาจับมือใครจะได้หอมๆ และชวนสัมผัส เพราะหน้าร้อนบางคนจะมีเหงื่อออกที่ฝ่ามือจึงอาจส่งกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาได้
  • ในกรณีน้ำหอมแบบแต้ม ควรใช้ Cotton Bud แตะน้ำหอมจากปากขวดแทนนิ้วมือ แล้วไปแต้มตามบริเวณจุดชีพจรต่าง ๆ บนร่างกาย เพราะกลิ่นน้ำหอมในขวดจะเปลี่ยนได้ หากได้รับความร้อนจากอุณหภมิจากนิ้วมือของเรา
  • ถ้าอยากหอมไปทั้งวัน แนะนำให้ใช้ Shampoo, Shower gel, deodorant ที่มีกลิ่นเดียวกับน้ำหอม จะช่วยให้ความหอมอยู่ได้นานมากยิ่งขึ้น
  • และในหน้าร้อนนี้ เหงื่อออกมาทั่วเรือนกายไม่เว้นแม้แต่เหงื่อบนหนังศีรษะ ดังนั้นเพื่อคงความหอมทั่วเรือนกาย ให้ฉีดน้ำหอมที่ผมโดยห่างประมาณ 1 ฟุต โดยใช้กลิ่นเดียวกับกลิ่นหอมที่ฉีดที่ตัว หรือฉีดสเปรย์น้ำหอมกลิ่นเดียวกันลงบนแปรงหวีผม สเปรย์ห่าง ๆ พอให้ละอองจับบนแปรง แล้วค่อยบรรจงหวีผม แต่แอลกอฮอล์ต่าง ๆ ในน้ำหอมอาจทำให้ผมเสียได้ เพราะฉะนั้นต้องหมั่นทรีตเม้นผมเป็นประจำด้วย
เพียง 8 ข้อนี้กับเคล็ดลับการใช้น้ำหอมหน้าร้อน คุณก็จะเป็นคนที่ใครๆ ปรารถนาอยากจะใกล้ชิดแล้วหละ ด้วยกลิ่นที่ชวนหลงใหลรับฤดูร้อนนี้


http://perfumeetc.exteen.com/page/4

การใช้น้ำหอมหน้าร้อน

          "น้ำหอม”
แค่ได้ยินคำนี้หลายคนคงเริ่มสูดกลิ่นน้ำหอมที่ประพรมอยู่ หรือไม่ก็จินตนาการถึงกลิ่นหอมที่ตัวคุณเองชื่นชอบและหมายตาเอาไว้ว่ารับเงินเดือนคราวนี้ไม่พลาดแน่ แต่จะมีสักกี่คนหรือตัวของคุณเองเข้าใจและรู้หรือไม่ว่าวิธีการในการเลือกซื้อและเลือกใช้         
            เวลาในตอนเช้าเป็นเวลาที่ร่างกายสดชื่นที่สุดการรับรู้เรื่องของกลิ่นจมูกจะทำหน้าที่รับกลิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดดังนั้นการทดลองกลิ่นน้ำหอมในตอนเช้าจึงเป็นช่วงเลาที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้มีข้อห้ามที่จะเลือกน้ำหอมในเวลาอื่น
           โดยปกติแล้วคนเราสามารถรับรู้และจำแนกกลิ่นในขณะเดียวกันได้ประมาณ 5กลิ่นหากมีการทดลองน้ำหอมหลายๆ กลิ่น การสูดดมกลิ่นกาแฟจะช่วยให้การรับรู้และจำแนกกลิ่นดีขึ้น
           การบอกความต้องการหรือแนวกลิ่นของน้ำหอมที่ชอบ มีส่วนช่วยให้พนักงานขายคัดเลือกน้ำหอมที่มีอยู่มากมายมาให้คุณเลือกทดลองได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น ดังนั้น การบอกจุดประสงค์ ความชอบ หรือแม้แต่แนวการแต่งกายของคุณ ช่วยให้พนักงานขายแนะนำน้ำหอมที่เหมาะกับบุคลิกของคุณได้ง่ายขึ้น
            จุดบนร่างกายที่ง่ายและเหมาะกับการทดลองกลิ่น คือตรงบริเวณ "ข้อมือ" เพราะเป็นจุดชีพจรและสะดวกในการลองกลิ่น
            หากตั้งใจจะไปเลือกซื้อน้ำหอมในวันไหน การงดฉีดน้ำหอมที่ข้อมือ จะเปิดโอกาสให้คุณได้ทดลองน้ำหอมที่ข้อมือ การได้ทดลองที่ผิว ช่วยให้เราเลือกน้ำหอมได้ตรงกับความชอบมากที่สุด
           ขอแนะนำให้ลองกลิ่นน้ำหอมบนกระดาษทดลองกลิ่นก่อน เมื่อคุณพอใจกลิ่นไหนแล้วค่อยฉีดกลิ่นนั้นลงบนผิวข้อมือด้านในด้านหนึ่งเพื่อทดลองกับผิวอีกครั้งว่าใช่กลิ่นน้ำหอมที่คุณชอบหรือไม่  
           และหลังจากทดลองกลิ่นจริงบนผิวข้อมือแล้วให้รอสักครู่ เพื่อให้กลิ่นน้ำหอมทำปฏิกิริยากับร่างกายเพราะแม้ว่าน้ำหอมกลิ่นเดียวกัน แต่ต่างบุคคลใช้ก็อาจให้กลิ่นที่แตกต่างกันบนสภาพผิวของแต่ละคน ลองกลิ่นอีกครั้งหากยังใช่น้ำหอมที่คุณชื่นชอบ ก็ซื้อได้เลย



          การใช้น้ำหอมเป็นความรื่นรมย์ สนุกสนานและเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เหมือนกับการเลือกเสื้อผ้าที่ใช้ในแต่ละโอกาส  เราไม่จำเป็นต้องมีน้ำหอมแค่กลิ่นเดียว  แต่สามารถมีน้ำหอมหลายๆ กลิ่นให้เลือกใช้ในโอกาสที่แตกต่างกันได้
           สำหรับในวันสบายๆ ให้เลือกแนวกลิ่นที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเรา  แต่ให้ความรู้สึกสบายๆ  ระดับความเข้มข้นประมาณ eau de toilette หรือ eau de cologne ก็เพียงพอ 
         ในวันทำงาน หรือมีนัดประชุมสำคัญ เลือกกลิ่นที่เหมาะกับบุคลิก และสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง แต่ต้องไม่ฉุนเกินไป และแบรนด์ที่เลือกใช้ก็มีส่วนสำคัญสำหรับภาพพจน์ หรือบ่งบอกถึงรสนิยม
           สำหรับออกงานกลางคืน แน่นอนว่าคุณต้องโดดเด่น และดึงความสนใจจากคนรอบข้าง น้ำหอมจะเสริมบุคลิกให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น สำหรับช่วงเวลาแบบนี้ ควรเลือกกลิ่นที่ เหมาะกับบุคลิก เข้ากับรูปแบบงานและเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย จึงไม่แปลกเลยที่คุณจะมีน้ำหอมหลากหลายกลิ่นไว้ในครอบครอง   ก็เป็นช่วงเวลาที่ต้องสนุกสนานและสร้างความตื่นเต้น
     
      น้ำหอมที่มีความเข้มข้นในระดับ eau de perfume จะช่วยเสริมให้กลิ่นคงความโดดเด่นได้ตลอดยาม ราตรี 


          น้ำหอมเป็นที่นิยมในการเลือกเป็นของขวัญอย่างมาก และผู้รับก็ชื่นชอบ เพราะบ่งบอกถึงความตั้งใจของผู้ให้ และมูลค่าก็ไม่น้อยด้วยเช่นกัน และที่สำคัญคือบ่งบอกรสนิยมที่ดีของทั้งผู้รับและผู้ให้ แนะนำให้เลือกน้ำหอมที่ให้ความรู้สึกสดชื่นซึ่งเหมาะกับสภาพอากาศในเมืองไทย 


          หลายท่านอาจไม่ทราบว่าน้ำหอมกลิ่นเดียวกัน แต่ต่างอุณหภูมิให้ความหอมที่แตกต่างกันได้ โดยเฉพาะในเมืองร้อนและเมืองหนาว  เพราะอากาศเย็นจะทำให้น้ำหอมที่มีกลิ่นเข้มหอมมากขึ้น จึงไม่แปลกใจว่าทำไมชาวยุโรปถึงชอบใช้น้ำหอม ในขณะที่ความร้อนจะทำให้เกิดเหงื่อซึ่งจะทำปฏิกิริยากับกลิ่นน้ำหอม ทำให้กลิ่นหอมแตกต่างไปได้
            การใช้น้ำหอมเป็นเรื่องรื่นรมย์  จึงมีการออกน้ำหอมรุ่นพิเศษต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้สนุกกับการใช้ด้วย  ปัจจุบันจะมีน้ำหอมซัมเมอร์ หรือน้ำหอมสำหรับฤดูร้อน  ซึ่งก็มีเหตุผลในการพัฒนาขึ้นมา เนื่องจากในฤดูร้อนแสงแดดจะแรงกว่าฤดูอื่นๆ จึงมีความต้องการน้ำหอมกลิ่นเดิมที่บางเบาขึ้น เพื่อให้รู้สึกสดชื่น ไม่ฉุนเกินไปในภาวะอากาศที่ร้อนขึ้น  เปอร์เซ็นต์ของแอลกอฮอล์ที่ผสมก็จะน้อยลง ซึ่งปัจจุบันน้ำหอมซัมเมอร์ได้รับการพัฒนาและทดสอบแล้วว่าไม่เกิดอาการระคายเคืองจากแสงแดดและสำหรับหน้าร้อนนี้ แบรนด์น้ำหอม อิซเซ่ มิยาเกะ และฌองปอล โกติเยร์ มีน้ำหอมใหม่มาแนะนำเพื่อให้เหมาะกับสภาพอากาศ และฤดูกาลรับลมร้อนนี้


ที่มา : http://www.perfumesogood.com/